แดนอรัญ แสงทอง

posted on 29 May 2007 15:43 by roysangchan  in HOME

คัดมาให้อ่านกันนะครับ
จากหลายคนเขียน ลองอ่านดูแล้วจะรู้ว่า "ของจริง" ไม่จำเป็นต้องบรรยาย

แดนอรัญ แสงทอง

เป็นนามปากกาของ เสน่ห์ สังข์สุข เกิดเมื่อปี 2500 เขาจบการศึกษาเอกวรรณคดีอังกฤษจาก มศว.ประสานมิตร เมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ทุกวันศุกร์มักจะนัดผองเพื่อนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาสุมหัวกันที่หอพักข้างๆ มศว.ประสานมิตร เพื่อตั้งวงถกเถียงและพูดคุยเรื่องงานเขียน นอกจากนี้แล้วแดนอรัญยังไปยืมเอาหนังที่สร้างจากวรรณกรรมคลาสสิกของโลกจากสถานทูตต่างๆ มาฉายดูกันอีกด้วย โดยมีเพื่อนๆ อาทิ สุคนธ์ แคแสค, แก้ว ลายทอง, อุดร วงษ์ทับทิม, เตือนจิตต์ นวตรังค์, โดม วุฒิชัย และนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ ร่วมสุมหัวกันบ่อยครั้งในยามเย็น

แดนอรัญ เคยทำงานที่ USAID [United States Agency for International Development ] ในตำแหน่งล่าม เคยทำงานด้านโฆษณา และเคยทำสำนักพิมพ์ ผลงานสร้างชื่อคืองานแปลระดับคลาสสิก เช่น คนโซ, คนสวน, จากทุ่งหญ้าถึงดวงดาว, เมตามอร์ฟอซิส, สวนสวรรค์แห่งความรัก ฯลฯ

เขาถือเป็นนักเขียนไทยคนหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องประทับตรารางวัลใดๆ แต่กลับมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในระดับสากล ภายใต้ชื่อจาก 'Saneh Sangsuk' เพราะมีการแปลผลงานของเขาเป็นภาษาต่างประเทศแทบทุกเล่ม ซึ่งทั้งหมดกำลังผงาดอยู่บนชั้นหนังสือในร้านมีชื่อที่เมือง แฟรงก์เฟิร์ต, โบโลญญา, ปารีส, มาดริด, ลิสบอน ฯลฯ...นั่นก็คือวรรณกรรมชุด เงาสีขาว, อสรพิษ และเจ้าการะเกด




(1)

แทบไม่น่าเชื่อว่าหนุ่มใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเรา จะเป็นนักเขียนผู้มีชื่อเสียงในวงการหนังสือเล่มของยุโรป ทั้งๆ ที่กับแวดวงวรรณกรรมไทยแล้วดูเหมือนเรื่องราวของเขาจะมีคนสนใจเพียงแค่หยิบมือ

ด้วยยอดขายงานแปลโดยรวมของเขาเกือบ 80,000 เล่ม ถูกพิมพ์ซ้ำและเป็นที่ตามหาจากบรรดาหนอนหนังสือระดับฮาร์ดคอร์บนแผ่นดินอื่น ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย 'สร้างชื่อ' เล่มโต ชุด เงาสีขาว เรื่องสั้น อสรพิษ หรือนวนิยายที่เขาบอกว่า 'ประณีตที่สุดในชีวิต' อย่าง เจ้าการะเกด

เราเชื่อว่ากรณีนี้ได้นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของผู้คนในวงวรรณกรรมเพียงหยิบมือนั้น ไม่มากก็น้อย

"มันคือความสะใจ" เขาบอก "สะใจที่ไอ้บ้านนอกจากประเทศเฮงซวยคนหนึ่งนั่งเขียนหนังสือให้ฝรั่งอ่าน..."

"อารมณ์เหมือนเห็น 'ปาร์ค จี ซุง' สวมชุดแข่ง 'แมนฯ ยู' ลงบู๊แข้งในสังเวียนสโมสรยุโรป..."

"มันเหมือนการระเบิดอารมณ์เก็บกดสมัยที่ผมนั่งเรียนวรรณคดีอังกฤษกับอาจารย์ต่างชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยความหมิ่นแคลนและเหยียดหยามสติปัญญานักศึกษาไทย" อดีตล่าม USAID [United States Agency for International Development] ยิ้มเยาะกับเรื่องราวอันเป็นที่มาของความสะใจให้เราฟัง

'อดีตล่าม' คนที่ว่านี้คือหนุ่มใหญ่วัยย่าง 50 ผู้เป็นแรงบันดาลใจของคนวรรณกรรมไทยเพียงหยิบมือดังว่า

เขาผู้นั้นก็คือ 'Saneh Sangsuk' นักเขียนชาวเพชรบุรี ซึ่งเป็นที่ไถ่ถามตามร้านหนังสือแถวยุโรป

'จุดประกายวรรณกรรม' ภูมิใจเสนอบทสัมภาษณ์ 'เอ็กซ์คลูซีฟ' ของนักเขียนผู้ 'ไม่นิยมการให้สัมภาษณ์'

เขาคนนั้นมีนามว่า แดนอรัญ แสงทอง หรือ เสน่ห์ สังข์สุข ที่ทุกวันนี้ เรียกได้ว่าเขาสลัดเสื้อคลุม 'มนุษย์เงินเดือน' ทิ้งไปอย่างไม่ไยดี แถมพกด้วยการลอกคราบความเป็นคน 'ชนชั้นกลาง' ออกไปจนหมดสิ้นอีกกระทงหนึ่ง...



(2)

วงสนทนาย่อยทยอยถอยห่างมาตั้งโต๊ะใหม่ ซึ่งไม่ไกลนักจากวงข้าวใหญ่ที่ดื่มกินกันมาตั้งแต่ก่อนเพล

เราถอยห่างออกมาหามุมสงบ เพื่อบันทึกถ้อยสนทนาสำหรับ 'จุดประกายวรรณกรรม' และเพื่อนำไปออกอากาศในรายการวิทยุ 'ร้านหนังสือบนก้อนเมฆ'

"คลื่นอะไร" เขาถาม "92.5 สี่ทุ่ม ทุกคืนวันอาทิตย์" ป๋อง ใบไม้ป่า และเรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ ตอบเกือบพร้อมกัน

นอกจากหนุ่ม 2 หน่อนี้แล้ว วงสนทนายังมี 2 สมาชิกหลักจากกลุ่ม 'กวีหน้ารามฯ' นั่งอยู่แถวๆ นั้นด้วย นั่นคือ ศิริวร แก้วกาญจน์ กับ พิทักษ์ ใจบุญ

"ชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร" เราถาม "มีความสุขดี ผมวิ่งออกกำลังวันละ 10 กิโลเมตร วิ่งมัน 5 วันต่อสัปดาห์ ที่เพชรบุรีอากาศดี ทำให้ไม่มีโรคประสาท ไม่เหมือนตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมไม่เข้ากรุงเทพฯ มาหลายปีแล้ว พวกคุณก็เหมือนกัน ควรหาจังหวะออกไปจากเมืองนี้ทันทีที่มีโอกาส ออกไปแบบถาวรเลยยิ่งดี" เขาตอบ

ก่อนจะร่ายยาวเมื่อเราถามว่า "วิ่งเสร็จแล้วคุณคงขลุกอยู่กับ ไตรภาค : เงาสีขาว อย่างจริงจังสินะ?"

"แรกๆ มันก็เหมือนกับนักเตะเกาหลีที่ชื่อ 'ปาร์ค จี ซุง' ซึ่งเต็มไปด้วยความคล่องแคล่ว-แข็งแกร่ง-มุ่งมั่น และสู้ตาย ทว่าปัจจุบันผมล้มเลิกโครงการไตรภาคห่าเหวนั่นแล้ว ผมโยนมันทิ้งไปเพราะมันไม่สอดคล้องต้องกับความเป็นจริง ทิ้งไปเพราะมันไม่สมจริงกับชีวิตผม เมื่อผมไม่อาจ 'อิ่มทิพย์' ได้ ผมก็ไม่สามารถทำเรื่องที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงได้...

"เพราะถ้าจะทำให้ได้ ผมต้องมีเวลาว่างอย่างยาวนานถึง 1 ปี และต้องมีเงิน 1 ล้านเท่านั้น! ผมจึงขว้างมันทิ้งไป"

"อย่างไม่แยแสงั้นรึ?"

"ไม่แยแส"

"ช่วงนี้อ่านหนังสืออะไรอยู่?"

"อ่านหนังสือธรรมะ โดยเฉพาะเรื่องราวของพระภิกษุสายวิปัสสนา และก็อ่านพระไตรปิฎก"

"สนใจมานานหรือยัง?"

"เมื่อก่อนก็สนใจอยู่บ้าง แต่ช่วงหลังจากจบ 'เจ้าการะเกด' ผมก็หันมาสนใจหนังสือธรรมะอย่างจริงจัง ถึงขั้นปวารณาตนเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เพราะยิ่งศึกษาไปผมก็ยิ่งค้นพบว่าพระพุทธเจ้าคือมหาบุรุษที่เป็นยิ่งกว่ามหาบุรุษ พระพุทธเจ้าสละความกำหนัดในกามตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ท่านจึงสร้างปาฏิหาริย์ได้ในเวลาต่อมา มหาตมะ คานธี ก็เช่นกัน ท่านสละกามกิจเมื่ออายุเกือบ 40 และต่อมาก็กลายเป็นมหาบุรุษอีกคน...

"ยิ่งศึกษาผมก็ยิ่งเรียนรู้ถึงความสกปรกของเพศสัมพันธ์และของอวัยวเพศ มหาบุรุษที่แท้จะต้องไม่หลงไปกับสิ่งเหล่านี้"

"คุณไปถึงขั้นสละกามกิจแล้วหรือ?"

"ผมยังไม่ถึงขั้นนั้น และยังไม่มีแผนที่จะสละ เพราะผมยังตัดไม่ขาด แต่ในอนาคตไม่แน่" (ยิ้ม)

"ทุกวันนี้นอกจากเรื่องวิ่งกับศึกษาธรรมะแล้ว คุณทำอะไรอีกบ้าง?" เราซัก

"ส่วนใหญ่จะฟังวิทยุ"

"หมายถึงงานเขียน?"

"ก็เพิ่งออกหนังสือใหม่ 2 เล่ม เป็นนิยายทั้งคู่ ชื่อเรื่อง 'ดวงตาที่สาม' กับ 'มาตานุสติ' แล้วก็กำลังขัดเกลาเรื่องสั้นต่างๆ ที่กำลังจะรวมพิมพ์" เขาตอบ

"เหตุใดคุณจึงโปรยปก 'ดวงตาที่สาม' ว่าเป็น 'เรื่องหวือหวาพาฝันเล็กๆ เรื่องหนึ่ง'?"

"ผมตั้งใจยั่วล้อความ 'น้ำเน่า' ของวรรณกรรมพาฝัน ล้อเลียนรูปแบบการนำเสนอของหนังสือพวกนั้น โดยใส่เนื้อหาสาระแบบของผมลงไป ก็อยากลองทำดูว่าถ้าจับมันมาผสมพันธุ์กันแล้วมันจะเป็นยังไง"

"แล้วมันเป็นอย่างไร?"

"ก็อย่างที่คุณเห็น"

"กับ 'มาตานุสติ' ล่ะ เหตุใดจึงบอกว่าได้ 'ทำให้มันเป็นเรื่องของฉันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้'?

"เพราะมันคือการผสานเรื่องเล่าต่างๆ ให้มาอยู่บนโครงสร้างซึ่งผมวางไว้ ที่บอกว่า 'ทำให้เป็นเรื่องของฉัน' นั้น หมายถึงการยำเอาเรื่องราวต่างๆ ที่ผมอยากยำมานำเสนอใหม่ ด้วยการเขียนใหม่ให้เป็นเรื่องของผมล้วนๆ"

เรากำลังพูดถึง 'ดวงตาที่สาม' นวนิยายเล่มใหม่ที่เป็น 'ความบันเทิงเบ็ดเตล็ด' และพยายามจะให้เป็น 'โลกุตรศิลป์'

และเรากำลังพูดถึง 'มาตานุสติ' นวนิยายอีกเล่มที่โปรยปกไว้ว่าเป็น 'รายงานสภาพทางภูมิศาสตร์ของอเวจีขุมต่างๆ แห่งโลกยุคใหม่ และสภาพทางจิตใจโดยสังเขปของผู้ที่อยู่ในขุมอเวจีเหล่านั้น'

ความเหมือนที่แตกต่างของงานทั้งสองเล่มอยู่ที่การนำเค้าโครงเรื่องของวรรณกรรมอันหลากหลายมา 'ใช้ตามอำเภอใจ' และรังสรรค์ขึ้นใหม่ให้เป็น 'เรื่องแต่ง' ในแบบฉบับของเขาเอง ซึ่งก็คือการทำให้มัน 'หมดกลิ่นอายฝรั่ง'

ส่วนความแตกต่างที่แตกต่างก็คือนิยายคู่นี้มันเป็นคนละแนวทางกัน...

'ดวงตาที่สาม' ออกจะไปทางโรแมนติก หวานๆ และพาฝัน ขณะที่ 'มาตานุสติ' มีเนื้อหาในเชิงเขย่าขวัญสั่นประสาท

"เหมือนที่เขากล่าวกันว่านักเขียนเก่งๆ มักนิยมเปลี่ยนรูปแบบการเขียนเสมอๆ?" เรายิงคำถามใส่

"ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น" แดนอรัญตอบ "ผมเขียน 'ดวงตาที่สาม' โดยตั้งใจให้มันเป็นโลกุตรศิลป์ แต่ก็ยังทำได้ไม่ถึง 'มาตานุสติ' ก็เช่นกัน เป็นเรื่องยากที่คนอย่างผมซึ่งเขียนแต่งานโลกียศิลป์มาตลอดจะข้ามฝั่งไปยังจุดนั้นอย่างฉับพลันทันด่วน...

"งานแบบโลกุตรศิลป์คืองานที่ช่วยยกระดับจิตใจไปสู่การหลุดพ้น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจต่างๆ แล้ว ผมคงจะมุ่งหน้าไปสู่งานโลกุตรศิลป์เพียงอย่างเดียว"

เขาขยายความถึง 'ภารกิจต่างๆ' ต่อมาว่าคือการรื้องานแปลเล่ม 'คนโซ' และงานเขียนที่สร้างชื่อให้กับเขา คือ 'เงาสีขาว'

"ผมกำลังจะนำ 'เงาสีขาว' และ 'คนโซ' กลับมาพิมพ์ใหม่ และหลังจากนี้ผมอาจทำงานโลกียศิลป์ขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นอาจหายเข้าป่าไปเงียบๆ (หัวเราะ)

"ก็คงเข้าป่าไปฝึกสมาธิ เพราะอย่างที่บอกว่าช่วงหลังมานี้ผมสนใจพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งบางส่วนก็เริ่มลองนำมาปรับใช้กับงานวรรณกรรมบ้าง...เท่าที่ผมศึกษาเรื่องราวของภิกษุสงฆ์สาย 'พระป่า' ในช่วงหลังมานี้ ผมก็ได้สัมผัสกับเรื่องราวเชิงปาฏิหาริย์จากการทำสมาธิไม่น้อย"

"เช่นตอนท้ายๆ ของ 'มาตานุสติ'" เราแทรกขึ้น

"ใช่" เขาตอบ "จะเห็นได้ว่าเมื่อตัวละครลูก บำเพ็ญภาวนาด้วยดวงจิตอันแน่วแน่ ท้ายที่สุดแล้วก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น"

มาตานุสติ จัดเป็นวรรณกรรมเขย่าประสาทที่เล่าเรื่องราวของสองแม่ลูกผู้อาศัยอยู่ในขุมอเวจีร่วมสมัย นั่นก็คือสังคมไทยในความหมายของ 'แดนอรัญ' ที่เต็มไปด้วยความหยาบช้า เห็นแก่ตัว และเต็มไปด้วยกิเลส เรื่องราวปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะฉากสุดท้ายในท้องเรื่อง มิใช่เกิดจากความบังเอิญแต่เพียงฝ่ายเดียว หากเกิดจากการลงมือปฏิบัติสมาธิโดยไม่รู้ตัวของตัวละครลูก ซึ่งนำไปสู่เรื่องราวไม่คาดฝันในท้ายที่สุด

ขณะที่ ดวงตาที่สาม ก็เล่นกับประเด็นปาฏิหาริย์เช่นเดียวกัน ทว่าเป็นปาฏิหาริย์ซึ่งวางอยู่บนน้ำหนักของเหตุผล เช่น การรักษาอาการตาบอดหรือการผูกเรื่องและดำเนินเรื่องอย่างมีที่มาที่ไปอันแจ่มชัด

"อาจเพราะผมพยายามมากเกินไปก็ได้ ที่จะทำงานโลกุตรศิลป์ ซึ่งหมายถึงอิสรภาพของจิต มากกว่างานโลกียศิลป์ ซึ่งแปลว่ากิเลสตัณหา...

ยอมรับว่าช่วงหลังผมมีอารมณ์ขันมากขึ้น ผมคิดว่ามันเกิดจากสภาพจิตใจที่ดีขึ้นเมื่อย้ายมาอยู่ต่างจังหวัด อารมณ์ขันทำให้ผมเป็นมนุษย์มากขึ้น มีเมตตาธรรม..."

"ผมศึกษาธรรมะค่อนข้างมาก มากมาตั้งแต่หลังช่วงที่ทำ 'อสรพิษ' ซึ่งมีคำพูดลอยมาเข้าหูทำนองว่า ผมทำ 'อสรพิษ' เพื่อแก้ต่างหรือชดเชยความผิด กระทั่งปกป้องสถานะนักเขียน หลังจากถูกสาปส่งเมื่อครั้งเขียน 'เงาสีขาว' ตี_เถอะครับ!

"ผมเขียน 'อสรพิษ' เพราะช่วงนั้นกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน จำได้ว่าใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็เขียนจนพิมพ์ออกมาเป็นเล่มได้แล้ว...เพราะฉะนั้นไอ้ที่พูดๆ กันก็ขอบอกอีกทีว่า ตี_เถอะครับ! ปกป้อง-แก้ต่างบ้าบออะไร ผมว่าผมชุ่ยกับ 'อสรพิษ' เอามากๆ ไม่เหมือนกับเล่ม 'เจ้าการะเกด' ที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ 'ประณีตที่สุดในชีวิต'"

"หลังจากเสร็จ 'อสรพิษ' และ 'เจ้าการะเกด' ผมก็หันไปทุ่มเทศึกษาธรรมะ เพื่ออุทิศตนให้กับโลกุตรศิลป์ล้วนๆ"

"จุดเปลี่ยนของมันคืออะไร?" เราถาม

"อาจเป็นเพราะวัยก็ได้...(หยุดคิด)...ผมคิดว่าน่าจะมาจากการศึกษาพุทธศาสนา ผมคิดว่าพุทธศาสนานี้คือของแท้ ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าศาสนาอื่นไม่มีหนทาง แต่ผมคิดว่าศาสนาพุทธตอบโจทย์เรื่องการหลุดพ้นได้ตรงที่สุด"

"หมายความว่าทุกวันนี้คุณกำลังแสวงหาหนทางหลุดพ้น?"

"ยังเร็วเกินไปที่จะตอบ" เขาบอก "ผมยังละกิเลสไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็พยายามอยู่ หลักๆ เลยก็คือยังตัดไม่ขาด แล้วก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรมากไปกว่านี้..."

"ภาพสะท้อนของ มาตานุสติ กับ ดวงตาที่สาม เป็นการพยายามที่จะทำงานในเชิงโลกุตรศิลป์อย่างที่พูดไป แม้ว่าจะยังทำได้ไม่ถึง แต่ผมก็ตั้งใจกับมัน"



(3)

บนปีกปก ดวงตาที่สาม สำนักพิมพ์ แมวคราว ของ ธนิต สุขเกษม เขียนไว้ว่าเป็น 'การแหวกขนบครั้งสำคัญของนักเขียนแนวสร้างสรรค์คนหนึ่งซึ่งหันมาพูดถึงเรื่องรักของหนุ่มสาวในแง่มุมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกประทับตราว่าเป็นเรื่องน้ำเน่าได้ไม่ยาก'

ขณะที่ปีกปก มาตานุสติ บอกว่าเป็นการ 'เผยให้เห็นความสามารถอันเอกอุในแง่ของการสร้างบรรยากาศและสถานการณ์อันชวนประหวั่นพรั่นพรึงชนิดที่จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านไปอีกแสนนาน"

เมื่อเราถามถึงความเป็นไปได้ของการที่ 'เรื่องแหวกขนบ' และ 'เรื่องที่จะติดตรึงในความทรงจำไปอีกแสนนาน' จะมีโอกาสได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหรือไม่

แดนอรัญ ตอบว่า อยากให้มีการแปล เพราะอย่างที่กล่าวไป ว่าการได้รับการพูดถึงในเวทีวรรณกรรมต่างประเทศคือความสะใจ

"ขณะที่เราส่งคนที่เกือบๆ จะดีที่สุดไปเรียนศาสตร์ตะวันตกที่ต่างประเทศ ฝรั่งเขากลับส่งคนดีที่สุดมาศึกษาพุทธศาสนาในบ้านเรา มันหมายถึงอะไรถ้าไม่ใช่การดูถูกสติปัญญากันเอง คล้ายกับเหตุการณ์ที่อาจารย์ฝรั่งเคยหมิ่นแคลนสติปัญญานักศึกษาอย่างผม...ผมจึงอยากให้นิยาย 2 เล่มใหม่นี้ทะลุออกไปข้างนอกอีกครั้ง"

"มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?" เราซัก

"ต้องไปถามคุณมาร์แซล บารังส์"

แดนอรัญ แสงทอง-หนุ่มใหญ่ผู้ที่แวดวงหนังสือยุโรปยกย่องให้เป็น 'หนึ่งในนักเขียนที่มีศักยภาพล้ำเลิศที่สุดในยุคสมัยของเขา' กล่าว ก่อนที่จะอำลาวงสนทนาเล็กๆ วงนี้.

แดนอรัญ แสงทอง


นักเขียน กวี บรรณาธิการสำนักพิมพ์
เจ้าของสำนักพิมพ์อรุโณทัย
ผู้สร้างผลงานทางวรรณกรรมชิ้นสำคัญระดับนานาชาติ
เงาสีขาว หรือ Lombre Branche (2001)
และเรื่องสั้นขนาดยาว อสรพิษ หรือ Vernon (Venin 2001)
ซึ่งได้รับการจัดแปล ถึง 7 ภาษา

แดนอรัญ แสงทอง
เริ่มต้นทำงานเขียน
ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย
ด้วยความสนใจในด้านวรรณกรรมทั้งของไทยและต่างประเทศ
เขาอ่านหนังสือหลากหลาย
โดยเฉพาะผลงานวรรณกรรมชั้นเยี่ยมของ
แสงทอง
,ยาขอบ,
กุสตาร์ฟ โฟแบรต์,ออสก้าร์ ไวด์, รพินทรนารถ ฐากุร,
คนุท เฮ็มซุน, ฆวน รามอน ฮีเมเน็ซ, ฟรานซ์ คาฟคา,
และเจมส์ จ๊อยซ์ โดยเฉพาะผลงานนวนิยายชื่อ Ulysses
ซึ่ง
แดนอรัญ แสงทอง
ถือว่า เป็นหนังสือเล่มยิ่งใหญ่
ที่สร้างแรงบันดาลใจสำคัญให้กับเขา

แดนอรัญ แสงทอง
มีผลงานปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยเรื่องสั้น
ชื่อ เพลงศพ ซึ่งตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
จากนั้นผลงานของเขาก็ทยอยตีพิมพ์ออกมาตามนิตยสารต่าง ๆ
จนกระทั่งเรื่องสั้นชื่อ ทุ่งร้าง ของเขา ได้รับรางวัลเรื่องสั้นดีเด่น
จากนิตยสาร ฟ้าเมืองทอง ของบรรณาธิการ อาจินต์ ปัญจพรรค์
ทุ่งร้าง เป็นเรื่องราวของความผูกพันของมนุษย์และสัตว์

หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านวรรณคดี
ที่มหาวิทยาลัยศรนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
แดนอรัญ แสงทอง
ทำงานเป็นล่ามให้กับ USIS
แต่ในเวลาต่อมา เขาหันหลังให้กับอาชีพที่กำลังก้าวหน้า
ด้วยเหตุผลที่ว่าตัวตนเขากำลังจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่าง
ในชีวิตไป โดยเฉพาะการทำงานเขียน

จากนั้น
แดนอรัญ แสงทอง
จึงเริ่มต้นอาชีพที่เขารักอย่างเต็มตัว
ด้านวรรณกรรมทั้งงานเขียน งานแปล และงานบรรณาธิการ


ผลงานเล่มแรกของ
แดนอรัญ แสงทอง
เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น
ร้อยแก้ว ความเรียง และบทละคร ชื่อ ผู้ถูกกระทำ(2528)
แดนอรัญ
บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในความคิดที่ซับซ้อน
ที่เก็บกดอยู่ภายใต้อารมณ์และความจริงใจ
หนังสือบรรยายเรื่องราวดุจภาพเขียนด้วยพลังสีอันเข้มข้น
ปราศจากการผสม ประชดประชันความตาย
และเหตุสงครามแห่งความตาย
รวมถึงการพรรณนาความรักและการพลัดพราก

แม้ว่าหนังสือเล่มแรกของเขาจะมีคุณลักษณ์
นำหน้านักเขียนในสมัยนั้นก็ตาม แต่มันกลับประสบกับ
ข้อวิพากวิจารณ์ในทางส่วนตัวของเขา
จากชนวนเหตุของนามปากกา มายา ของเขา
ตรงกลับนักเขียนท่านหนึ่งโดยเจตนา

แดนอรัญ แสงทอง
จึงตัดสินใจทำลายหนังสือเล่มแรกของตน
เท่าที่จะทำได้ เพื่อทำลายข้อผิดพลาดเล็กน้อย
ด้วยความเบื่อหน่ายต่ออคติของนักทำงานวรรณกรรม
แดนอรัญ แสงทอง
จึงตัดสินออกเดินทางจากเมือง
เพื่อหลีกหนีเหตุทำลายอนาคตในการเขียนหนังสือของเขา
ไปตามการเดินทางไปบนเส้นทางแห่งอวิชา
โดยใช้นาม อรัญวสี เขียนผลงานออกมา หนึ่งในจำนวนนั้นคือ
บทกวีน้ำเสียงห้าวหาญ ตะคอกปีศาจ

ระหว่างอาศัยอยู่ฉะเชิงเทรา เขาเช่าห้องเล็กๆ ทำงานเขียน
อ่านหนังสือ และดำเนินชีวิตประจำวันกับชาวบ้าน
ทุกวัน เขาจะเฝ้ามองภาพชีวิตของผู้คนต่างๆ
ทำให้เขาหวนคิดถึงภาพชีวิตของตน
ในวัยที่เคยผูกพันอยู่กับธรรมชาติ ผู้คน สังคม ประเพณี
พิธีการ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ทั้งในโลกความจริง
และโลกอุดมคติ ความฝัน ความคิด ศิลป วรรณกรรม
และจินตนาการที่เต็มเปี่ยมอยู่ในตัว
แดนอรัญ แสงทอง
จึงเริ่มต้นทำงานเขียนผลงานนวนิยาย
หนังสือแห่งชีวิต เงาสีขาว นวนิยายขนาดยาวที่ตั้งใจ
จะให้เป็นเสมือน ภาพเหมือนของศิลปินในฐานะวัยระห่ำ
ของชีวิต

เงาสีขาว ใช้เวลาในการเขียนต้นฉบับร่างแรก
ยาวนานกว่า 6 ปี

หลังจากจบสิ้นเขียนต้นฉบับร่างแรกของ เงาสีขาว
แดนอรัญ แสงทอง
จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาในเมือง
เพื่อทำงานเป็นบรรณาธิการหนังสือวรรณกรรม
ช่วงนั้นเขาจัดพิมพ์ผลงานรวมเรื่องสั้นและร้อยแก้ว
ยามพราก (2534) ซึ่งเป็นรวมผลงานความเรียง เรื่องสั้น
และ กวีนิพนธ์ร้อยแก้ว
ยามพราก เป็นบันทึกความรู้สึกของชายหนุ่ม
ว่าด้วยความรัก การเดินทาง ความฝัน ความตาย
ความเงียบ และหยาดน้ำตา

หลังจากผลงาน ยามพราก จัดพิมพ์ออกมา
แดนอรัญ แสงทอง
ก็ยังคงทำงานบรรณาธิการวรรณกรรม
ขณะเดียวกันเขาก็อ่านต้นฉบับขนาดยาว เงาสีขาว
เพื่อตัดสินใจพิมพ์ออกมา
แต่ด้วยความยาวของเนื้อหาทำให้
แดนอรัญ แสงทอง

ต้องตัดสินใจอ่านต้นฉบับทั้งหมดอีกครั้ง
หลังจากนั้นเขาก็ต้องทำงานอย่างหนักใจ
เพื่อเรียบเรียงเนื้อหาทั้งหมดออกมา
เป็นนวนิยายเพียง 415 หน้า

เงาสีขาว ฉบับพิมพ์ครั้งแรกปรากฏออกมาในปี 2536
โดยก่อความเคลื่อนไหวในแวดวงวรรณกรรมไทยน้อยนิด
ทว่าผู้ที่แสดงความตื่นเต้นมากมายกลับกลายเป็น
นักวิจารณ์ชาวต่างประเทศ นาม มาเซล บารังส์(Marcel Barang)
เงาสีขาว เป็นนวนิยายเล่มหนาที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือ
ที่เรียงรายเต็มเหยียดทุกหน้ากระดาษ
เงาสีขาว นำเสนอรูปแบบของศิลปะการเล่าเรื่อง
ที่ต่างไปจากผลงานนวนิยายเรื่องอื่นๆ
แดนอรัญ แสงทอง
ใช้กระแสสำนึกของตัวละครเอก
ชายหนุ่มผู้หมดสภาพ อาศัยอยู่แถวป่าช้า
นอนเล่าเรื่องราวต่างๆ ของตน โดยเนื้อหาครอบคลุม
สลับซับซ้อน จากวาดภาพชีวิตของผู้คนในสังคมต่างๆ
ประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆ ของบ้านเมือง
และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
เงาสีขาว มีภาษาและฉากที่โดดเด่นอย่างรุนแรง
เนื้อหาและถ้อยคำของหนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยทัศนคติอันรุนแรง
เสนอความคิด รุนแรงทางสังคม รุนแรงศาสนา
ที่สำคัญ เงาสีขาว นำเสนอความรุนแรงทางเพศ
เหตุนี้เองจึงทำให้นักวิจารณ์ทั้งหลายดึงเนื้อหาทางด้านศีลธรรม
โยงเข้ากับตัวผู้เขียนออกมากล่าวขวัญและวิจารณ์อย่างรุนแรง
เงาสีขาว จึงกลายเป็นผลงานที่ผู้คนที่นับถือความดี
จะปฏิเสธที่จะอ่าน เช่นเดียวกับการปฏิเสธที่จะยอมรับ
แต่กระนั้นก็ตาม เงาสีขาว เป็นหนังสือที่มีพลังทางวรรณศิลป์
และศิลปะการของนวนิยายที่โดดของไทยเด่นในรอบสามทศ
เงาสีขาว เคยถูกส่งเข้าประกวดรางวัลซีไรต์ ในปี 2536
โดยกลายเป็นหนึ่งในเจ็ดของนวนิยายรอบสุดท้าย
แต่ด้วยเนื้อหาที่ชัดเจนต่อการถูกคัดค้าน
จากคุณสมบัติของคำว่า ผลงานสร้างสรรค์แห่งอาเชียน
คณะกรรมการชุดสำคัญจึงออกมาคัดค้าน เงาสีขาว
ผลการประชุมจึงลงมติให้ขับ เงาสีขาว ออกจาก
การถูกเสนอชื่อรอบสุดท้ายเข้าพิจารณา

เมื่อมาเซล บารังส์ จัดทำโครงการ
The 20 Best Novels of Thailand
เขาตัดสินใจคัดเลือกให้ เงาสีขาว เป็นหนึ่งในยี่สิบ
นวนิยายชั้นเยี่ยมของไทย บารังส์เขียนบทวิจารณ์
แปลตัวอย่าง เงาสีขาว ออกมาเป็นภาษาอังกฤษ
บรรจุลงในหนังสือ Thai Modern Classic
หลังจากนั้นมาเซล บารังส์ก็ลองแปลตัวอย่างผลงานนวนิยาย
เงาสีขาว ของ
แดนอรัญ แสงทอง
เพื่อเสนอสำนักพิมพ์
ชั้นนำหลายๆ แห่งในฝรั่งเศส
จนในที่สุด เงาสีขาว ได้รับการคัดเลือกและสนับสนุน
ให้ได้รับการแปลและจัดพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส
จากคณะกรรมการพิจารณาหนังสือ
ของศูนย์หนังสือแห่งชาติฝรั่งเศส (Centre National du Livre)

เงาสีขาว ฉบับพิมพ์ครั้งแรกในภาษาฝรั่งเศส
จึงปรากฎขึ้นในชื่อ Lombre Branche (2001)
โดยสำนักพิมพ์ เลอเซย (Editions du Seuil)
แปลโดย มาเซล บารังส์ และ
แดนอรัญ แสงทอง
ใช้ชื่อจริง
Saneh Sangsuk (เสน่ห์ สังข์สุข) อยู่บนปกหนังสือ

หลังจากนั้นข่าวคราวของเขาหายเงียบอีกครั้ง
จนกระทั่งปรากฏบทสัมภาษณ์ขนาดยาวในนิตยสาร GM
แดนอรัญ แสงทอง
เปิดเผยถึงภาคชีวิตของตน
ที่ย้ายจากเมืองไปอยู่ในดินแดนบ้านเกิด
กลายเป็นนักเขียนซึ่งปราศจากความสนใจ
จากแวดวงวงวรรณกรรมของตน
ความยากยากลำบากในการขายผลงาน
รวมถึงการกล่าวถึง ทัศนคติ ความคิด ในผลงานชิ้นเล็กๆ
ที่ก่อความอื้อฉาวในภาคพื้นยุโรป
ซึ่งเป็นผลงานเรื่องสั้นขนาดยาวชื่อ อสรพิษ

อสรพิษ งานเขียนที่มีความยาว 20 หน้า ซึ่งใช้เวลาคิด
มานานกว่า 20 ปี ก่อนจะลงมือเขียนจริงๆ
ด้วยแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นกับคนในสังคมเล็กๆ
จินตนาการ และการเล่าขานในตำนานของหมู่บ้าน
ผ่านเรื่องราวของเด็กแขนพิการกับแม่งูยักษ์
ที่ต่างก็รัดชะตากรรมของจนเองเอาไว้ก่อนจะถึงจุดจบ

อสรพิษ พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารทางอินเตอร์เน็ต
ชื่อ Thai Ink ด้วยการจัดแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส
ภายใต้ชื่อ Vernon โดย มาเซล บารังส์
จากนั้น อสรพิษ ก็ถูกจัดพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก
โดยสำนักพิมพ์ เลอเซย
อสรพิษ ยังถูกออกแปลมาเป็นเป็นภาษาอังกฤษ
ภายใต้ชื่อ Vernin โดย มาเซล บารังส์
อสรพิษ ทยอยลงตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์
ในเดือนกรกฏาคม 2001

อสรพิษ เป็นหนังสือวรรณกรรมที่นักอ่านต่างประเทศชื่นชอบ
หนังสือพิมพ์ทางวรรณกรรมของฝรั่งเศส Le monde des Livres
ใช้พื้นที่หน้าแรกรายงานถึงงานเขียนของ Saneh Sangsuk
และกล่าวถึงผลงานของเขาโดยเฉพาะ เงาสีขาว และ อสรพิษ

นอกจาก อสรพิษ ฉบับภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสแล้ว
อสรพิษ ยังมีฉบับภาษา คาตาลัน กรีก โปรตุเกส สเปน อักษรเบลล์
และ เยอรมัน รวมทั้งถูกดัดแปลงเป็นละครเวทีในฝรั่งเศส

สำหรับ อสรพิษ ภาคภาษาไทย พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2545
โดยสำนักพิมพ์ แมวคราว ของ ธนิต สุขเกษม
เป็นหนังสือฉบับสองภาษาทั้งฉบับอังกฤษและไทย
นอกจากจะมีคำนำของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ แล้ว
อสรพิษ ภาคภาษาไทย ยังมีคำนำโดย มาเซล บารังส์
โดยเขาได้กล่าวถึง อสรพิษ ว่า
อสรพิษ ได้รับการยกย่องว่า เป็นผลงานชิ้นเยี่ยม
ชิ้นหนึ่งของโลกวรรณกรรมที่ไม่จำเป็นที่นักอ่าน
จะต้องไปหาข้อพิสูจน์อันใด เมื่อลองอ่านดู
อสรพิษ ก็จะสิงสถิตอยู่ในตัวท่านชั่วนิรันด์
เช่นเดียวกับผลงานชิ้นเยี่ยมของเฮมมิ่งเวย์
ชื่อ The Old Man and the Sea,
หรือเรื่องสั้นชั้นดีของ มาการิต ยูเซอร์นาร์(Marguerite Yourcener),
วิลเลี่ยม โฟลคเนอร์, หรือ เอ็ดการ์ อัลลัน โป.

เช่นเดียวกับ เงาสีขาว ผลงาน อสรพิษ
ไม่ใช่ผลงานสร้างสรรค์แห่งอาเซี่ยน
แต่มันเป็นผลงานสร้างสรรค์ระดับโลก

แดนอรัญ แสงทอง
เปรียบเทียบถึงตนเองว่า
เขาเป็นเพียงนักเขียนเล็ก ๆ คนหนึ่งซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตา
เขียนหนังสือของตนไป และนาน ๆ ครั้ง
เขาอาจอาจก็จะเงยหน้าขึ้นมองฟ้าบ้าง

ส่วนแรกเขียนโดยคุณนกป่า อุษาคเนย์
ส่วนสองโดยคุณ
วีระยศ สำราญสุขทิวาเวทย์.







Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet